ธุรกิจ

Margin กับ Markup ต่างกันอย่างไร: เลือกฐานเปอร์เซ็นต์ให้ถูกก่อนตั้งราคา

เปรียบเทียบ Margin ที่หารด้วยราคาขายกับ Markup ที่หารด้วยต้นทุน พร้อมตัวอย่างและวิธีเลือกใช้ตอนตั้งราคา

ตรวจสอบล่าสุด: 21 กันยายน 2569

คำตอบสั้น

Margin วัดกำไรเทียบกับราคาขาย ส่วน Markup วัดกำไรเทียบกับต้นทุน เปอร์เซ็นต์เดียวกันจึงให้ราคาขายไม่เท่ากัน ต้องระบุฐานก่อนคุยเรื่องเป้ากำไร

สองสูตรใช้ตัวหารคนละตัว

Margin = (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100 ส่วน Markup = (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ต้นทุน × 100 คำว่า “บวกกำไร 40%” จึงกำกวมถ้าไม่บอกว่าเทียบต้นทุนหรือราคาขาย

Margin เหมาะกับการดูว่ายอดขายหนึ่งบาทเหลือกำไรก่อนค่าใช้จ่ายอื่นเท่าไร Markup เหมาะกับการตั้งราคาจากต้นทุนด้วยตัวคูณ แต่ทั้งสองยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ใส่ไว้ในต้นทุน

แปลงเป้าหมายเป็นราคา

ถ้าต้องการ Margin เป้าหมาย ต้องหารต้นทุนด้วย 1 − อัตรา Margin ไม่ใช่บวกเปอร์เซ็นต์ตรง ๆ หากต้องการ Markup จึงคูณต้นทุนด้วย 1 + อัตรา Markup ได้

ก่อนตั้งราคาควรรวมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ขนส่ง บรรจุภัณฑ์ ของเสีย และส่วนลดที่คาดว่าจะให้ มิฉะนั้น Margin ที่เห็นจะสูงกว่าความจริง

ใช้คู่กับยอดขายและจุดคุ้มทุน

อัตรากำไรต่อชิ้นยังไม่บอกว่าธุรกิจคุ้มทุน ต้องนำกำไรส่วนเกินต่อหน่วยไปเทียบต้นทุนคงที่และจำนวนที่ขายได้จริง

ต้นทุน 600 บาท ราคาขาย 1,000 บาท

  1. กำไรต่อชิ้น 400 บาท
  2. Margin = 40%
  3. ถ้าตั้งด้วย Markup 40% ราคาขายจะเป็น 840 บาท ไม่ใช่ 1,000 บาท

สรุป: Margin 40% กับ Markup 40% ไม่ใช่ความหมายเดียวกัน แม้ใช้เลข 40 เหมือนกัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เรียก Margin และ Markup สลับกัน
  • ใช้ต้นทุนไม่ครบ
  • ดูเปอร์เซ็นต์ต่อชิ้นโดยไม่ดูยอดขายและต้นทุนคงที่

ขอบเขตของคำตอบ

  • เป็นการวิเคราะห์ราคาก่อนภาษีและค่าใช้จ่ายที่ผู้ใช้ยังไม่ได้กรอก
  • ไม่ทำนายยอดขายหรือความต้องการตลาด

ที่มาของวิธีคำนวณ

เนื้อหาส่วนนี้ใช้ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์จากสูตรเดียวกับเครื่องมือที่ลิงก์ไว้ ไม่มีการอ้างอัตรากฎหมายหรือข้อมูลตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้

ตรวจสอบสูตรล่าสุด: 21 กันยายน 2569

กำหนดทบทวน: ทบทวนเมื่อสูตรหรือฟิลด์ของเครื่องมือเปลี่ยน