คำตอบสั้น
ถ้าราคา 10,000 บาทเป็นราคาก่อน VAT ให้คูณด้วย 7% จะได้ VAT 700 บาท แล้วบวกกลับเป็นยอดรวม 10,700 บาท ขั้นตอนนี้ใช้ได้เมื่อยืนยันแล้วว่ารายการนั้นใช้อัตรา VAT ดังกล่าว
เริ่มจากระบุว่าตัวเลขใดคือฐานราคา
คำว่า “ราคา 10,000 บาท” ยังไม่พอ ต้องรู้ก่อนว่าเป็นราคาก่อน VAT หรือรวม VAT แล้ว ถ้าเป็นราคาก่อนภาษีจึงใช้วิธีคูณอัตรา VAT โดยตรง หากเป็นยอดรวมต้องใช้วิธีถอด VAT ซึ่งมีตัวหารต่างกัน
ฐาน VAT ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินทุกก้อนในเอกสารเสมอ ส่วนลด รายการที่ไม่อยู่ในฐาน และสถานะของผู้ขายหรือธุรกรรมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงจริงก่อนคำนวณ
ลำดับคำนวณที่ตรวจย้อนกลับได้
สูตรคือ VAT = ฐานราคา × 7 ÷ 100 และยอดรวม = ฐานราคา + VAT ควรเก็บฐาน VAT, ยอด VAT และยอดรวมแยกคนละช่อง เพื่อให้เทียบกับ Invoice หรือใบกำกับภาษีได้ง่าย
เมื่อมีหลายรายการ ให้คำนวณฐานหลังส่วนลดตามวิธีที่กิจการใช้และตรวจเรื่องการปัดเศษให้ตรงกับระบบบัญชี การปัดต่อรายการกับปัดที่ยอดรวมอาจทำให้ต่างกันเล็กน้อย
เมื่อใดไม่ควรกดคำนวณทันที
อย่าเลือก VAT 7% เพียงเพราะเห็นคำว่า “ค่าบริการ” ต้องตรวจว่าผู้ขายจด VAT หรือไม่ รายการเป็นอัตราศูนย์ ยกเว้น VAT หรืออยู่นอกระบบ VAT หรือไม่ เครื่องคิดเลขช่วยทำเลขหลังจากผู้ใช้เลือกสถานะ แต่ไม่ได้วินิจฉัยสถานะให้
ตัวอย่างร้านรับออกแบบ
- ค่าบริการก่อน VAT 10,000 บาท
- VAT 7% = 700 บาท
- ยอด Invoice = 10,700 บาท
สรุป: ตัวอย่างนี้สาธิตเลขคำนวณเท่านั้น การเลือกสถานะ VAT ต้องอิงผู้ขาย รายการ และเอกสารจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- นำยอดที่รวม VAT แล้วไปคูณ 7% ซ้ำ
- เรียก “ยกเว้น VAT” ว่า “VAT 0%” ทั้งที่เป็นคนละสถานะ
- ใช้ยอดโอนหลังหัก ณ ที่จ่ายเป็นฐาน VAT โดยไม่ตรวจเอกสาร
ขอบเขตของคำตอบ
- ไม่ตัดสินว่ารายการใดต้องเสีย VAT
- ไม่แทนวิธีบันทึกบัญชีหรือคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
แหล่งข้อมูลทางการ
ตรวจสอบล่าสุด: 21 กันยายน 2569
- กรมสรรพากร — พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 807 ขยาย VAT 7% ถึง 30 ก.ย. 2570 ↗
- กรมสรรพากร — มาตรา 80 และ 80/1 อัตรา VAT ปกติและอัตราศูนย์ ↗
- กรมสรรพากร — ผู้ประกอบกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียน VAT ↗
กำหนดทบทวน: ทบทวนเมื่อกรมสรรพากรเปลี่ยนอัตรา VAT หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง