ภาษี

วิธีเลือกอัตราหัก ณ ที่จ่าย: เช็กรายการ ผู้จ่าย และผู้รับก่อนเลือกเปอร์เซ็นต์

Checklist ก่อนเลือกอัตราหัก ณ ที่จ่าย 1% 2% 3% หรือ 5% โดยไม่เหมารวมจากชื่อรายการเพียงคำเดียว

ตรวจสอบล่าสุด: 21 กันยายน 2569

คำตอบสั้น

เริ่มจากระบุว่าใครจ่ายให้ใคร จ่ายค่าอะไรตามสัญญา ผู้รับเป็นบุคคลหรือบริษัท และมีข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขเฉพาะหรือไม่ จากนั้นจึงเทียบหลักเกณฑ์กรมสรรพากร เครื่องคิดเลขควรเป็นขั้นตอนหลังการเลือกอัตรา

Checklist ก่อนเลือกอัตรา

เก็บสัญญา ใบเสนอราคา Invoice และรายละเอียดงานไว้ด้วยกัน ตรวจสถานะผู้จ่ายและผู้รับ ประเภทเงินได้ วันที่จ่าย และส่วนประกอบของค่าตอบแทน อย่าพิจารณาจากชื่อที่พิมพ์บนบรรทัดเดียว

ถ้างานหนึ่งรวมหลายส่วน เช่น รถ คนขับ น้ำมัน และการจัดการ ควรดูว่าข้อตกลงเป็นการเช่า การขนส่ง หรือบริการผสม และมีการแยกค่าตอบแทนไว้จริงหรือไม่

เครื่องคิดเลขช่วยตรงไหน

เมื่อเลือกอัตราได้แล้ว เครื่องคิดเลขช่วยหายอดหักและยอดคงเหลืออย่างสม่ำเสมอ เช่น ฐาน 10,000 บาทที่อัตรา 3% ให้ยอดหัก 300 บาท แต่เครื่องมือไม่รู้ข้อเท็จจริงในสัญญาจึงไม่ควรเลือก 3% ให้อัตโนมัติ

ถ้าไม่เข้าหลักเกณฑ์การหัก ให้เลือก “ไม่หัก 0%” เพื่อแสดงผลเลขเป็นศูนย์ ไม่ควรใช้ตัวเลือกนี้เพื่อหลบการตรวจรายการจริง

หลักฐานที่ควรเก็บ

เก็บเหตุผลที่เลือกอัตรา ลิงก์หรือสำเนาหลักเกณฑ์ที่ใช้ และวันที่ตรวจสอบ เมื่อเงื่อนไขสัญญาเปลี่ยนให้ทบทวนใหม่ เพราะชื่อคู่ค้าเดิมไม่ได้รับประกันว่ารายการใหม่มีลักษณะเหมือนเดิม

ตัวอย่างกระบวนการตัดสินใจ

  1. อ่านสัญญาและแยกว่าจ่ายค่าบริการส่วนใด
  2. ตรวจประเภทผู้จ่ายและผู้รับ
  3. เทียบหลักเกณฑ์กรมสรรพากรและบันทึกเหตุผล
  4. เลือกอัตราในเครื่องคิดเลขเพื่อหายอดหักและยอดโอน

สรุป: ถ้าข้อมูลในสามขั้นแรกไม่ครบ ให้หยุดที่ “ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม” แทนการเดาอัตรา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เลือก 3% ให้ทุกคำที่มีคำว่า “บริการ”
  • มองข้ามประเภทคู่สัญญา
  • ใช้ผลเครื่องคิดเลขเป็นหลักฐานว่าอัตราที่เลือกถูกต้อง

ขอบเขตของคำตอบ

  • เป็น checklist เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตารางวินิจฉัยอัตราครบทุกกรณี
  • กรณีมูลค่าสูงหรือสัญญาซับซ้อนควรสอบถามกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญ

แหล่งข้อมูลทางการ

ตรวจสอบล่าสุด: 21 กันยายน 2569

กำหนดทบทวน: ทบทวนเมื่อหลักเกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายหรือคำวินิจฉัยที่อ้างถึงเปลี่ยน